ผู้ชายที่กำลังสืบพันธุ์



"เป็นผู้ชายต้องสู้คน ไม่แสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น ซื่อสัตย์ต่อมิตร และเที่ยงธรรมต่อผู้อื่น รักษาคำพูด จำแนกบุญคุณความแค้นแจ่มชัด" เป็นความหมายของลูกผู้ชายในจารีตแบบเก่าที่ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ให้ไว้ในงานเขียนชิ้นที่ชื่อว่า ผู้ชายที่กำลังสูญพันธุ์   ส่วนมาตรฐานความเป็นลูกผู้ชายสำหรับ โตมร ศุขปรีชา นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งไปเลย

โตมรเขียนถึงหนังเรื่อง แฟนฉัน ไว้ในคำนำ GM ฉบับธันวาคม 2546  โดยคำนำนี้อ้างถึงข้อเขียนของผมเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ที่ตีพิมพ์ใน เนชั่นสุดสัปดาห์  เนื้อหาในข้อเขียนของผมที่โตมรเอ่ยถึงนั้น พูดถึงประเด็นชนชั้นที่ส่อออกมาจากปรากฏการณ์แฟนฉันโดยไม่รู้ตัวทั้งผู้สร้างและผู้เชียร์ อันที่จริงผมไม่ได้เจาะจงไปที่ชนชั้นโดยตรง แต่หันไปเสนอความเป็นโลกสองใบ เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงมายาคติของชนชั้นกลางที่แสดงออกผ่านหนังเรื่องนี้ แต่เมื่ออ่านคำนำนี้ ผมก็พบว่าโตมรคิดไปไกลกว่าผมเสียอีก เขาได้วิพากษ์วิจารณ์หนังเรื่องนี้ไว้อย่างถึงพริกถึงขิง สิ่งที่เขาเน้นย้ำเป็นพิเศษก็คือความรุนแรง ซึ่งเขาเห็นว่ามันมาแบบมากหน้าหลายตาเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงแบบตรง ๆ อย่าง การตัดหนังยางของเจี๊ยบ หรือมาแบบเชิงโครงสร้าง มาแบบเชิงวัฒนธรรม ซึ่งทำให้ เด็กผู้ชายคนหนึ่งต้อง ดิสเพลย์ตัวเองในแบบที่ผู้ชาย 'ควร' จะเป็น และบังคับให้เขาต้องดัดตัวเองเพื่อให้เข้ากับ 'มาตรฐานความเป็นลูกผู้ชาย' และเขาได้สรุปสิ่งที่เรียกว่ามาตรฐานความเป็นลูกผู้ชายไว้ว่า

"ปัญหาสังคมหลายอย่างเกิดขึ้นก็เพราะผู้คนยินยอมให้ค่านิยมแบบเชิดชู 'มาตรฐานความเป็นลูกผู้ชาย' เข้าครอบงำนั่นแหละ ตั้งแต่การกดขี่ผู้หญิงในระดับจิตใต้สำนึก ใต้หน้ากากสุภาพบุรุษ การเอาชนะคนที่ยากจนและด้อยโอกาสกว่าตัวเอง โดยมองไม่เห็นถึงความยากจนและด้อยโอกาสนั้น การพนัน รวมไปถึงความรุนแรงหลากชนิด ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นวิธีคิดแบบ 'เด็กผู้ชาย' ที่ครอบงำสังคมเล็ก ๆ แห่งนั้น..."

มีข้อสังเกตหนึ่งที่อาจเป็นได้ทั้งข้อขัดแย้งและข้อสนับสนุนสิ่งที่โตมรเขียนไว้ก็คือ เกือบทุกคนที่ชอบหนังเรื่องแฟนฉันจะสะเทือนใจกับฉากเจี๊ยบตัดหนังยางของน้อยหน่า และผู้สร้างเองก็จัดให้ฉากนี้เป็นไคลแม็กซ์ของเรื่อง การที่คนส่วนใหญ่สะเทือนใจกับฉากนี้สะท้อนอะไรบางอย่างออกมา

อย่างน้อยก็สะท้อนว่าคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเจี๊ยบ

และหากการตัดหนังยางเกี่ยวข้องกับมาตรฐานความเป็นลูกผู้ชายดังที่โตมรกล่าวไว้ การที่คนส่วนใหญ่สะเทือนอารมณ์กับฉากนี้ก็สะท้อนว่า บัดนี้คนส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นด้วยกับมาตรฐานความเป็นลูกผู้ชายไปเสียทั้งหมดอีกแล้ว

อันที่จริงสังคมไทยในระยะหลังได้ผลิตวาทกรรมจำนวนมากเข้าหักล้างวาทกรรมลูกผู้ชาย ส่งผลให้สถานะของวาทกรรมลูกผู้ชายตกต่ำอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และเมื่อพูดถึงมาตรฐานความเป็นลูกผู้ชายแล้ว บุคคลแรกที่ผมนึกถึงก็คือ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

"...หญิงสาวยังต้องมีผัวและเด็กน้อยยังต้องมีพ่อ ถึงอย่างไรทั้งสองประการนี้ก็ยังมีฐานะมากกว่าปรากฏการณ์ทางด้านชีววิทยา ใครเล่าต้องการสามีที่ไม่เคยเปิดประตูรถให้ หรือต้องการบิดาประเภทที่แย่งลูกเล่นเกมคอมพิวเตอร์ทั้งวัน บิดาและสามีเป็นจินตภาพทางวัฒนธรรม และคำจำกัดความของทั้งสองอย่างย่อมขึ้นต่อนิยามทางวัฒนธรรมของความเป็นผู้ชาย..."

นี่คือสิ่งที่เสกสรรค์ถามสังคมไทยเอาไว้ในงานชิ้นที่ชื่อว่าผู้ชายที่กำลังสูญพันธุ์  และเมื่อรวมกับการวิพากษ์วิจารณ์ของโตมรเราก็จะเห็นว่า มาตรฐานความเป็นลูกผู้ชายนั้นเป็นทั้งสิ่งที่ทั้งดีและเลวในตัวเอง สิ่งที่เลวนั้นอาจจะเป็นเช่นที่โตมรวิจารณ์เอาไว้ ขณะสิ่งทีดีนั้นก็อาจจะเป็นเช่นที่เสกสรรค์ทวงถามเอาไว้ ทว่าประเด็นสำคัญก็คือ มาตรฐานความเป็นลูกผู้ชายนั้นเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยวเช่นนั้นหรือ

อันที่จริงหน่วยทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นจารีต ประเพณี หรือชุดของค่านิยมหรือการประพฤติปฏิบัติอะไรก็ตามในสังคมต่างก็ไม่ได้ตั้งอยู่โด่ ๆ ให้เราเลือกชอปปิ้ง หยิบเอาไปใช้ได้ตามใจชอบ

จารีตแบบลูกผู้ชายที่เสกสรรค์ถามหานั้นย่อมเปลี่ยนแปลงเมื่อสังคมเปลี่ยนไป ขณะเดียวกัน มาตรฐานความเป็นลูกผู้ชายแบบที่โตมรวิพากษ์วิจารณ์ไว้นั้นก็ไม่ใช่ว่าจะสามารถถอดออกได้โดยไม่กระทบกับคุณสมบัติฝ่ายดีข้างต้น

เมื่อเวลาที่เราต้องเลือกให้มีอะไรหรือไม่มีอะไรในสังคม เราไม่สามารถเลือกถอดหรือใส่อะไรก็ได้เป็นส่วน ๆ  ในพื้นที่ทางวัฒนธรรมนั้น เมื่อจุดหนึ่งไม่ได้รับการยอมรับ มันย่อมมีจุดอื่น ๆ ที่ได้รับผลสะเทือน และหลาย ๆ จุดก็สามารถพังทลายไปพร้อมกันด้วย เราจึงจำเป็นต้องมองทะลุไปให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของความรุนแรงอย่างการตัดหนังยางของเจี๊ยบ กับแง่งามของสัจวาจาและคุณธรรมน้ำมิตรของผู้ชาย จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณธรรมน้ำมิตรสัจวาจากับความรุนแรงก้าวร้าวเป็นสองหน้าบนเหรียญเดียวกัน และเมื่อองค์ประกอบทางสังคมเปลี่ยนไป เกิดแรงผลักให้เหรียญพลิก การยึดมั่นคุณธรรมยึดถือวาจาสัตย์กลับกลายเป็นความกร้าวร้าวรุนแรงไม่ผ่อนปรน ในเวลาเช่นนี้สังคมจะเลือกอะไร ระหว่าง ความสง่างามที่แฝงความรุนแรง กับ ความกลิ้งกลอกที่อ่อนโยน ในกรณีเช่นนี้โลกทัศน์ที่มองอะไรเป็นส่วน ๆ จะหาคำตอบได้อย่างไร

มาตรฐานความเป็นลูกผู้ชายไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน และไม่อาจถูกกำหนดได้โดยใครบางคน หรืออะไรบางอย่างเท่านั้น แต่เป็นต้นทุนที่สังคมสะสมมาและสังคมก็ต้องจ่ายไปเมื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ จะด้วยอะไรก็ตาม ปัจจุบันมาตรฐานของลูกผู้ชายแบบ ผู้ชายที่กำลังสูญพันธุ์ นั้นใช้ไม่ได้ และไม่เป็นที่ยอมรับอีกต่อไปแล้ว ผู้ชายที่กำลังสูญพันธุ์จึงสูญพันธุ์เพื่อให้ได้มาซึ่ง ผู้ชายที่กำลังสืบพันธุ์ 

คำถามก็คือ ผู้ชายที่กำลังสืบพันธุ์ นี้ มีมาตรฐานความเป็นผู้ชายแบบใด

คำตอบของคำถามนี้เป็นเช่นใด หรือเราหวังให้คำตอบเป็นเช่นใด ผมได้แต่หวังว่าเราจะไม่เลือกชอปปิ้งคุณสมบัติของผู้ชายเป็นส่วน ๆ อย่างที่ผ่านมา

พิมพ์ครั้งแรก open 43, กรกฎาคม 2547


Comments