ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว





เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเป็นเดือนที่ลุงฟางมีอายุครบ 95 ในปีนี้ สำหรับแฟนเพลงเพื่อชีวิต เมื่อได้ยินคำว่า ลุงฟางก็อาจจะนึกถึงชายชราที่ รอฝนโปรยฟ้าโรยละอองน้ำ แดดลมซ้ำทำผลผลิตงามนักหนา วิธีทำนาโดยไม่ทำนา เหลือเวลาไว้หาตัวในตน ซึ่งเป็นเนื้อเพลงที่ แอ๊ด คาราบาว แต่งขึ้นจากชีวิตของชาวนาญี่ปุ่นชื่อ มาซาโนบุ ฟุกุโอกะ

เมื่อสักราว 20 ปีก่อน ฟุกุโอกะอาจนับเป็นชาวนาที่มีชื่อเสียงที่สุดในสังคมไทย หลังจากที่ รสนา โตสิตระกูล แปล ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว ซึ่งเป็นงานเขียนที่ฟุกุโอกะเรียบเรียงขึ้นจากประสบการณ์ 30 ปี ในไร่นาของเขา และได้รับการถ่ายทอดเป็นภาษาอังกฤษโดย ลาร์รี่ คอร์น นักการเกษตรผู้เคยอาศัยและเรียนรู้อยู่ในไร่นาของฟุกุโอกะ

หนังสือ ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว เป็นทั้งประสบการณ์และปรัชญาของฟุกุโอกะ จึงทำให้ยากที่จะกล่าวว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือปรัชญา หรือเป็นหนังสือเกี่ยวกับปฏิบัติการทางการเกษตร เนื่องจากเนื้อหาของหนังสือได้สำแดงออกอย่างเด่นชัดในคุณลักษณะทั้งสองประการ

ชีวิตของฟุกุโอกะนั้นเป็นชีวิตของนักปฏิบัติอย่างแท้จริง โดยก่อนที่จะเกิดบางสิ่งบางอย่างที่เขาเรียกว่า ความกระจ่างแจ้งขึ้นในชีวิตนั้น  ฟุกุโอกะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่หมกมุ่นอยู่กับการทดลองเกี่ยวกับพืชในห้องวิจัย และหลังจากเกิดความกระจ่างแจ้งแล้วนั้น เขาใช้เวลา 30 ปี ในไร่นาของครอบครัวที่บ้านเกิด เพื่อสำแดงการประจักษ์ดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมในฐานะของ เกษตรธรรมชาติเพื่อสื่อสารกับบุคคลอื่น หนังสือเล่มนี้จึงมีความเป็นหนังสือปรัชญาเท่า ๆ กับการเป็นปฏิบัติการทางการเกษตร ซึ่งมีรายละเอียดเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ กระทั่งกล่าวได้ว่าเป็นปฏิบัติการโดยตรงต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ก็ว่าได้

ฟุกุโอกะแยกแยะและยืนยันความแตกต่างระหว่าง เกษตรธรรมชาติ” (nature farming) และ เกษตรอินทรีย์” (organic farming)  โดย เกษตรธรรมชาติ ของฟุกุโอกะ มีหลักที่จะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด 4 ประการ คือ  หนึ่ง ไม่ไถพรวนหรือพลิกดิน  สอง ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยหมัก  สาม ไม่กำจัดวัชพืชโดยการไถกลบหรือใช้ยากำจัดวัชพืช  สี่ ไม่ใช้สารเคมี  กล่าวได้ว่าหลัก 4 ประการนี้ คือแนวทางหลักที่จะป้องกันการแทรกแซงธรรมชาติของมนุษย์ให้เหลือน้อยที่สุด จนกระทั่งอยู่ในสภาพ ไม่กระทำ” (do nothing farming) คือไม่แทรกแซงธรรมชาติเลย (ฟุกุโอกะเล่าว่ามีคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดเกี่ยวกับการ ไม่กระทำมาที่ไร่นาของเขาด้วยความคิดว่าจะได้นั่ง ๆ นอน ๆ ทั้งวันโดยไม่ต้องทำอะไรเลย ฟุกุโอกะบอกว่า การเกษตรแบบไม่กระทำนั้นเป็นคนละอย่างกับ การเกษตรแบบขี้เกียจแต่กระนั้น แม้แต่ในเมืองไทยก็ยังมีผู้ให้ความชอบธรรมกับความขี้เกียจโดยอ้างปรัชญาไม่กระทำนี้อยู่บ่อยครั้ง)

นอกจากนี้ ฟุกุโอกะยังปฏิเสธวิทยาศาสตร์และปัญญาของมนุษย์  เนื่องจากทั้งหมดนั้นเป็นทัศนะที่แบ่งแยก หนทางเดียวที่จะเข้าถึงความจริงแท้และปรากฏการณ์ที่เป็นจริงนั้น คือการมีจิตใจที่ไม่แบ่งแยกเท่านั้น ซึ่งเนื้อหาตรงส่วนนี้เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับศาสนาพุทธและฟุกุโอกะเองก็กล่าวว่าเกษตรธรรมชาติของเขามีปรัชญาเดียวกับศาสนาพุทธ ในประเด็นที่กล่าวมานี้ยังมีแง่มุมที่น่าสนใจอีกมากซึ่งไม่สามารถกล่าวถึงในที่นี้ ผมหวังว่าคงจะได้กล่าวถึงในโอกาสต่อไป

ทุกวันนี้การเกษตรทางเลือก (alternative agriculture) หรือเกษตรปลอดสารพิษ (sustainable agriculture) ได้พัฒนาแนวทางที่แตกต่างหลากหลายมากมาย นอกจากเกษตรธรรมชาติหรือเกษตรไม่กระทำของฟุกุโอกะ และเกษตรอินทรีย์แล้ว ยังมีการเกษตรรูปแบบอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก เช่น Biodynamic Farming, Effetive Microorganism (มักจะเรียกย่อว่า EM เป็นแนวคิดของ โมกิชิ โอคาดะ พัฒนาขึ้นมาในช่วงเวลาใกล้เคียงกับฟุกุโอกะ), Biointensive Farming, Biointensive mini-farm (BIMF), Synergistic Agriculture, Permaculture  และอื่น ๆ อีกมากมาย

แนวทางเกษตรแบบทางเลือกเหล่านี้ ล้วนมีรากเหง้าพัฒนากันมาในช่วงปลายศตวรรษที่ 20  ทั้งจากซีกโลกตะวันตกและตะวันออก หรือผสมผสานกัน แนวทางอย่าง Synergistic Agriculture ของ Emilia Hazelip และ Permaculture ของ Bill Mollison นับเป็นการทำเกษตรที่ได้รับอิทธิพลจากฟุกุโอกะโดยตรง โดย Synergistic ของ Emila เป็นการทำเกษตรสมุนไพรโดยยึดหลักการปรับสภาพโครงสร้างดินให้คืนสู่สภาพตามธรรมชาติดั้งเดิมมากที่สุด  ส่วน Permaculture หรือ เกษตรยั่งยืน ของ Bill Mollison มีลักษณะคล้ายคลึงกับเกษตรพึ่งตนเอง โดยเกษตรกรสามารถผลิตปัจจัยยังชีพได้ทั้งหมดในไร่นาของตน

ศัพท์แสงคำเรียกการเกษตรทางเลือกเหล่านี้ ล้วนมีที่มาที่ไปมีความสัมพันธ์ต่อกัน และมีความหมายทั้งในทางรูปธรรมและปรัชญาที่แน่นอน โดยเกษตรกรต่าง ๆ ทั่วโลกต่างก็ยึดถือสำนักแนวทางแตกต่างกันไปตามความสอดคล้องกับวิถีชีวิตและสภาพภูมิอากาศของตน

สำหรับประเทศไทย หลังการตีพิมพ์ ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว ในปี 2530  ฟุกุโอกะได้มาเยือนประเทศไทยถึง 2 ครั้ง คือ ในปี 2533 และ ปี 2534  จากรายงานเปรียบเทียบเกษตรทางเลือกระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น ที่ได้รับการรีวิวโดย คณะกรรมการ HORIZON Scientific (ดู www.solution-site.org) พบว่า หลังการมาเยือนของฟุกุโอกะ มีเกษตรกรไทยจำนวน 80 คน นำหลักการ ไม่ไถพรวนของ ฟุกุโอกะมาทดลองใช้ในไร่นาของตน ทว่าส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ โดยปัญหาหลักคือ มีฟางไม่เพียงพอต่อการคลุมพื้นที่นา และวัชพืชทำให้ต้นข้าวไม่งอกงาม กระทั่งปี 2538 คงเหลือเกษตรกรเพียง 10 คนเท่านั้นที่ยังคงใช้หลักการของฟุกุโอกะ ต่อมาในปี 2540 มีเกษตรกรกลับมาใช้วิธีของฟุกุโอกะเพื่อขึ้นเป็น 27 คน เพราะผลผลิตปลอดสารพิษมีราคาสูงขึ้นในตลาด

แน่นอนว่าแนวทางของฟุกุโอกะนั้น สวนทางกับเกษตรวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นเกษตรกระแสหลักโดยสิ้นเชิง ขณะที่การยึดหลักไม่ไถพรวนดินของฟุกุโอกะนับเป็นเพียงปฐมบทของการไม่แทรกแซงธรรมชาติ ทัศนะของบรรษัทข้ามชาติผูกขาดที่คอยผลักดันการเกษตรพาณิชย์กระแสหลักกลับแตกต่างอย่างสุดขั้ว

บรรษัทอย่างคาร์กิลและมอนซาโต มองข่ายใยชีวิตและวัฏจักรของธรรมชาติ เป็น การขโมยทรัพย์สินของพวกเขา ในระหว่างการอภิปรายเกี่ยวกับการเข้ามาของคาร์กิลในอินเดียเมื่อปี 1992  ประธานบริหารของคาร์กิลประกาศว่า เรานำเทคโนโลยีที่ชาญฉลาดมาให้เกษตรกรอินเดีย มันป้องกันมิให้แมลงมาแย่งชิงเกสรดอกไม้ในระหว่างการเจรจาว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพของสหประชาชาติ มอนซาโตแจกจ่ายเอกสารที่กล่าวถึง วัชพืชผู้ขโมยแสงแดดเป็นทัศนะที่มองว่าการผสมเกสรเป็น การขโมยโดยหมู่ผึ้งและกล่าวหาว่าพืชหลายชนิด ขโมยแสงแดด” (ดู ปล้นผลิตผล!, วันทนา ศิวะ, น.14)

พิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร way

Comments