เงาสีขาว ฉบับ 21 ปี







[หมด ไม่มีจำหน่ายแล้ว]

เงาสีขาว เป็นผลงานนิยายของ แดนอรัญ แสงทอง ซึ่งมีนามจริงว่า เสน่ห์ สังข์สุข พิมพ์จำหน่ายครั้งแรกเมื่อ ธันวาคม 2536 โดยสำนักพิมพ์อรุโณทัย ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ของผู้เขียนเอง จัดจำหน่ายโดยสายส่งศึกษิต บริษัทเคล็ดไทย หลังจากวางจำหน่ายแล้วไม่ประสบความสำเร็จทางการขาย ผู้เขียนมีหนี้สิน และหลีกลี้ไปจากวงการหนังสือ

ต่อมา มาแซล บารัง (Marcel Barang) ชาวฝรั่งเศส อดีตนักข่าวเอเชียอาคเนย์ ผู้สนใจวรรณกรรมไทยและก่อตั้งโครงการแปลวรรณกรรมไทยเป็นภาษาต่างประเทศ ไทยโมเดิร์นคลาสสิก (TMC) ได้เลือกนิยายเรื่องนี้ ให้เป็นนิยายที่ดีที่สุดของปี 2537  หลังจากนั้นเขาได้แปลตัวอย่างของนิยายเป็นภาษาอังกฤษ และฝรั่งเศส เสนอไปยังสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ในอังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย และฝรั่งเศส ซึ่งก็มีสำนักพิมพ์จากฝรั่งเศสจำนวนหนึ่งให้ความสนใจ

ในที่สุด เงาสีขาว ก็ได้รับการแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส ในชื่อ L’Ombre blanche: Portrait de l’artiste en jeune vaurien  โดยใช้นามจริงของผู้เขียนคือ Snaeh Sangsuk เป็นนามปากกา โดยสำนักพิมพ์ Seuil ในรูปเล่มของหนังสือพ็อกเก็ตบุคปกอ่อน (paperback) ในวันที่ 23 ธันวาคม 2543 (ค.ศ.2000) 

L’Ombre blanche ได้รับการตอบรับที่ดีจากนักอ่าน และต่อเนื่องกันนั้นเองนิยายขนาดสั้นเรื่อง Venin ของ Saneh Sangsuk ก็ได้รับการตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Seuil ในวันที่ 1 มีนาคม 2544 (ค.ศ.2001) และประสบความสำเร็จในทันทีโดยที่ยังไม่เคยได้รับการตีพิมพ์ในภาษาไทยเลย Venin ได้รับการแปลต่อไปอีกมากมายหลายภาษา เช่น อังกฤษ, กรีก, คาตาลัน, โปรตุเกส, สเปน และได้รับการตีพิมพ์ในเอดิชั่นอักษรเบรลล์สำหรับคนตาบอด กล่าวได้ว่า โดยที่นักอ่านไทยยังไม่เคยอ่าน Venin เลยแม้แต่คนเดียว Saneh Sangsuk หรือ แดนอรัญ แสงทอง ก็ได้รับการต้อนรับอย่างกว้างขวางในยุโรป และเป็นนักเขียนไทยเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จ มีแฟนนักอ่านทั่วยุโรปคอยติดตามผลงาน  Venin ได้รับการตีพิมพ์ในภาษาไทยในชื่อ อสรพิษ โดยสำนักพิมพ์แมวคราว ต้นปี 2545 และยอดขายก็กล่าวได้ว่าแค่ พอขายได้เท่านั้น หนังสือเหลือกลับมาเป็นจำนวนมาก

ในยุโรป โดยเฉพาะที่ฝรั่งเศส Venin ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง และผลงานเล่มต่อมา คือ Une Histoire Vieille Comme La Pluie (2003) (เจ้าการะเกด, 2545) ก็ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากนักอ่านชาวฝรั่งเศสและแปลเป็นภาษาอิตาเลียน กรณีของเสน่ห์ สังข์สุขนี้ได้ทำให้คำพูดแบบนักการตลาดที่กล่าวว่า ถ้ามันดีจริงก็ต้องขายได้กลายเป็นเรื่องชวนหัว ผลงานของแดนอรัญ แสงทอง ทั้งขายไม่ได้ และไม่เคยได้รับรางวัลใด ๆ ในประเทศไทย (รางวัลอะไรก็ตามในปัจจุบัน ล้วนเป็นการวิ่งตามเอามาให้ทีหลังทั้งสิ้น) แต่กลับประสบความสำเร็จในพื้นที่ที่มีระดับวัฒนธรรมการอ่านสูงกว่าไทย และกลายเป็นว่า หลังจากที่ได้รับการตอบรับดังกล่าวแล้ว ผลงานของแดนอรัญในภาษาไทยจึงเริ่มจะขายได้ จึงเริ่มจะมีแฟนประจำ และเริ่มที่จะได้รับรางวัล

เป็นเรื่องตลกที่น่าหัวเราะและเสียดสีสังคมการอ่านของไทย เพราะมันได้เปิดเปลือยให้เห็นถึงความน่าสงสารของดุลยพินิจของทุกองค์ประกอบในวงวรรณกรรมกัน (ผู้เขียน ผู้พิมพ์ ผู้อ่าน ผู้วิจารณ์ ฯลฯ) ทำให้เห็นว่าสังคมนี้ ไม่เคยมีแสงสว่างของปัญญาในตัวเอง แต่ยังคงรอคอย แสงสะท้อนทางปัญญาจากสังคมอื่นอยู่เสมอ

สำนักหนังสือใต้ดินจัดงานครั้งแรกในราวปี 2543 ที่มหาวิทยาลัยราคำแหง เพื่อ เรียกร้องเรื่องการอ่านวรรณกรรมไทย โดยหยิบกรณีของเงาสีขาว ขึ้นมาตั้งคำถามว่าเหตุใดงานในคุณภาพระดับนี้จึงไม่ได้รับการต้อนรับจากสังคมการอ่าน ซึ่ง ณ เวลาที่จัดงานนั้น สื่อมวลชน นิตยสาร หรือนักสัมภาษณ์ ยัง ไม่รู้จักเงาสีขาว เลยด้วยซ้ำ แม้แต่บรรณาธิการก็ไม่สนใจหรือรับรู้ และซ้ำยัง ดูถูกว่าเป็นงานที่เอาบันทึกจากสมุดบันทึกมาเรียงกันอย่างสะเปะสะปะ ไม่มีคุณค่าใด ๆ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่แตกต่างกับปัจจุบันที่ผู้คนมากมายแห่แหนกันมาแวดล้อมชื่นชม และ อ้างความเกี่ยวข้องของตนกับเงาสีขาว หรือแดนอรัญ แสงทองกันอย่างคับคั่ง

นี่จึงนับเป็น มงกุฎหนามโดยแท้ สำหรับนักเขียนไทย ที่ต่อสู้ด้วยการเขียนผลงานซึ่งไม่ประนีประนอมกับสังคม และเป็นชัยชนะที่ต้องใช้เวลาฝ่าฟันเกือบสองทศวรรษ ผ่านคนไม่กี่คนซึ่งพยายามผลักดันให้ชิ้นงานได้รับการทบทวนและหันมอง และคนที่มีบทบาทสมควรได้รับการเชิดชูและจารึกไว้ก็คือ มาแซล บารัง ชาวฝรั่งเศสผู้สนใจวรรณกรรมไทย อย่างไม่ต้องสงสัย

ในวาระ 17 ปีสำนักหนังสือใต้ดิน ข้าพเจ้าจึงขอถือโอกาสเดียวกันกับวาระครบรอบ 21 ปี ของนิยายที่ต่อสู้ฝ่าฟันผ่านเวลา และพื้นที่ จนกระทั่งขึ้นมายืนอยู่ในจุดที่ไม่มีใครจะสามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป เลือก เงาสีขาว  พิมพ์เป็นที่ระลึกแห่งการครบรอบนี้

วาด รวี
ธันวาคม 2014


Comments